เฟอร์กูสัน “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมันก็จะมีคนเอายุคของ เฟอร์กูสัน มาเป็นตัวตัดสินเพื่อทำการเปรียบเทียบกับเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ พวกเขาจะพูดประมาณว่า -ถ้า เฟอร์กูสัน ยังอยู่ที่นี่ มันก็คงไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น, เฟอร์กูสัน จะไม่มีวันทำแบบนั้น, เฟอร์กูสัน จะไม่มีวันทำแบบนี้- มันจะมีการพูดถึง เฟอร์กูสัน ซะทุกเรื่อง”
เฟอร์กูสัน นั่นคือคำพูดส่วนหนึ่งของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช อดีตกองหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ตอนนี้ไปเล่นอยู่กับ ลอสแองเจลิส แกแล็กซี่ ทีมในสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว โดยปัจจัยหลักที่เขาพูดแบบนั้นเป็นเพราะต้องการสื่อว่าจนถึงทุกวันนี้หลายคนของ “ปีศาจแดง” ยังยึดติดอยู่กับช่วงเวลาอันหอมหวานในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อยู่เลย
แน่นอน
คำพูดของ อิบราฮิโมวิช ถือว่าถูกต้องทุกประการ ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด
ยังเหมือนติดอยู่ในหลุมแห่งความสำเร็จในอดีตอยู่ อย่างไรก็ตาม ถ้ามองอีกด้านหนึ่งก็จะเห็นว่ามันเป็นไปได้ยากมากเหมือนกันที่
แมนฯ ยูไนเต็ด จะสามารถก้าวข้ามร่มเงาของ เฟอร์กูสัน ได้
– ความสำเร็จ
ข้อแรก
การที่ใครสักคนจะก้าวข้ามคนอื่นไปได้นั้น คนๆ
นั้นก็ต้องมีผลงานที่จับต้องได้ดีกว่าคนเก่า อย่างเช่นครั้งหนึ่งไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะมีนักเทนนิสที่ดังไปกว่า
พีท แซมพราส หรือ บียอร์น บอร์ก ได้ แต่ในยุคหลังก็มีทั้ง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์,
ราฟาเอล นาดาล และ โนวัค ยอโควิช
ที่ถูกพูดถึงมากกว่า 2 คนในเบื้องต้น
หลังจากที่ทั้ง เฟเดอเรอร์, นาดาล
และ ยอโควิช ได้แชมป์แบบเป็นกอบเป็นกำ
ใช่แล้ว
ผลงานที่จับต้องได้ที่เด่นชัดมากที่สุดในวงการกีฬาคือเรื่อง “แชมป์”
แต่ปัญหาคือทั้งในปัจจุบันและอนาคตนั้น แค่หากุนซือที่จะพา แมนฯ ยูไนเต็ด
คว้าแชมป์รวมในทุกรายการให้เท่ากับ เฟอร์กูสัน มันก็ยากพออยู่แล้ว
ยิ่งการเก็บแชมป์ให้ได้มากกว่าเขายิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แชมป์ลีก
13 สมัย, แชมป์ เอฟเอ คัพ 5 ครั้ง, แชมป์
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 หน
คือตัวอย่างความสำเร็จที่ เฟอร์กูสัน ทำได้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด
ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ เฟอร์กูสัน เป็นตำนานของทีมมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วใครกันที่จะสามารถทำผลงานได้ดีกว่านั้นจนลบเงาของเขาได้
?
– ช่วงเวลากับทีม
ข้อสอง
อีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้ใครสักคนเป็นตำนานได้คือการอยู่กับทีมใดทีมหนึ่งเป็นเวลานาน
ในอดีตก็ไม่เคยมีใครที่คิดว่าจะมีกุนซือคนไหนที่อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้นานเท่า
เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ แต่สุดท้าย เฟอร์กูสัน ก็อยู่กับทีมนานกว่านั้น จนทำให้ถึงแม้
บัสบี้ จะยังเป็นตำนานของ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่เงาของ เฟอร์กูสัน ก็เข้าไปทนที่
บัสบี้ ได้ในระดับหนึ่
ในทางกลับกัน
ทุกวันนี้จะมีใครที่อยู่กับทีมได้ยืนยงคงกระพันขนาดนั้น ? แค่สมัยก่อนที่วงการฟุตบอลเปลี่ยนกุนซือกันยากยังแทบเป็นไปไม่ได้เลย
และยิ่งสมัยนี้ที่ทีมฟุตบอลเปลี่ยนกุนซือกันเป็นว่าเล่นมันก็ยิ่งทำให้โอกาสที่จะมีใครสักคนอยู่กับ
แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นเวลานานมันยากขึ้นไปอีก
โอเล่
กุนนาร์ โซลชา อาจจะมีศักดิ์เป็นตำนานของทีม
และกำลังทำผลงานได้ดีจนมีโอกาสถูกอัพเกรดจากตำแหน่งกุนซือชั่วคราวไปเป็นแบบถาวร
แต่ถ้าจะบอกว่าเขาจะได้อยู่กับทีมนานระดับ 10 ปี ตั้งแต่ตอนนี้เลย
มันก็ออกจะเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป
– การพลิกสถานะทีม
“เร้ด
อาร์มี่” เคยดีใจกันเต็มที่ในตอนที่ทีมรักได้แชมป์ลีกสูงสุดเมื่อฤดูกาล 1966-67
รวมถึงการได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ
ในซีซั่นต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ บัสบี้ ได้รับการจดจำมาโดยตลอดในฐานะยอดกุนซือของทีม
ในช่วงช่องว่างระหว่างหลังยุคของ
“เซอร์แม็ตต์” กับก่อนถึงยุคของ เฟอร์กูสัน แมนฯ ยูไนเต็ด
แทบจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จอะไรมากนัก มีการได้แชมป์ เอฟเอ คัพ 3 สมัย กับแชมป์ ดิวิชั่น สอง 1 ครั้ง อยู่บ้าง
แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาได้รับการยอมรับว่ากลับมาเป็น
“ทีมที่ยิ่งใหญ่” แล้ว
ทั้งนี้ เฟอร์กูสัน ทำให้แฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถเดินยืดอกแบบภาคภูมิใจอย่างเต็มที่ได้อีกครั้ง ซึ่งการที่เขาทำให้ทีมกลับมา “ยิ่งใหญ่” ได้ก็เพราะเจ้าตัวทำให้ทีมมีผลงานที่ยอดเยี่ยมแบบคงเส้นคงวานั่นเอง และตอนนี้มันก็เป็นเรื่องยากมากพอตัวที่จะมีใครทำแบบเขาได้
แทงบอลเว็บไหนได้เงินดีที่นี่ https://www.ufa2019.com/แทงบอลออนไลน์ฟรีเครดิต